Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

Loading
img1 img2 img3

  
 ข้อมูลศาสนสถาน
วัดแม่ร่องน้อย
ตั้งอยู่ที่บ้านแม่ร่องน้อย (บ้านริมกวง) หมู่ 11 ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ความ เป็นมาที่เรียกชื่อวัดแม่ร่องน้อยเพราะเรียกตามชื่อของร่องน้ำที่ไหลผ่าน ด้านทิศตะวันออกของวัดแม่ร่องน้ำดังกว้างประมาณ 5-7 เมตรซึ่งเกิดจากการขุดของชาวบ้านที่ประกอบอาชีพทำนาทางด้านทิศเหนือของหมู่ ที่ 8 บ้านไร่ ในตำบลเดียวกัน ปัจจุบันอยู่บริเวณทิศตะวันออกของถนนซุปเปอร์ไฮเวย์สาย เชียงใหม่-ลำปาง การขุดร่องน้ำของชาวบ้านเพื่อระบายน้ำที่เกิดจากน้ำท่วมในฤดูฝนร่องน้ำนี้ ไม่กว้างไม่ใหญ่มากนักจึงถูกเรียกกันมาแต่เดิมว่าแม่ร่องน้อยมีความยาวตลอด สายประมาณ 3 กิโลเมตร โดยปลายร่องน้ำนี้จะไปบรรจบกับแม่น้ำกวงบริเวณด้านเหนือของสะพานเข้าไปสู่ เขตอำเภอบ้านธิและอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ วัดแม่ร่องน้อย มีประวัติความเป็นมาตามหลักฐานกล่าวว่าสร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2542 โดยมีคหบดีท่านหนึ่งปรากฏนามว่า "เจ้าน้อยเทพ" ร่วมกับผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านได้ปรึกษาหารือกันว่าบริเวณที่ว่างสาธารณะ ข้างร่องน้ำแม่ร่องน้อยใกล้หมู่บ้านเป็นที่เหมาะสมจะสร้างเป็นที่พำนักสงฆ์ หรือวัดประจำหมู่บ้านเพื่อให้เป็นสถานที่บำเพ็ญบุญกุศลของศรัทธาซึ่งเพิ่ม จำนวนมากขึ้นทุกปี จึงได้ร่วมกันทำความสะอาด ถางหญ้าหรือปรับถมดินบริเวณดังกล่าวให้ราบเรียบจากสภาพเป็นป่ารกและได้สร้าง ที่พักสงฆ์ ด้วยวัสดุก่อสร้างที่พอหาได้ในท้องถิ่น ต่อจากนี้ได้นิมนต์พระภิกษุจากวัดต่างๆ ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงเช่น วัดป่าเส้า วัดเชตวัน วัดชัยสถาน มาอยู่อาศัยให้กำลังใจและจำพรรษาผลัดเปลี่ยนเวียนเรื่อยมาบางช่วงมีพระมา อยู่จำพรรษาต่อเนื่องกันกันหลายพรรษา แต่บางช่วงขาดพระภิกษุมาจำพรรษา มีแต่เพียงสามเณรช่วยดูแลแทนเท่านั้น ทำให้วัดแม่ร่องน้อยตกอยู่ในสภาพเป็นวัดร้างขาดการบำรุงรักษาเท่าที่ควร อีกทั้งศรัทธาชาวบ้านที่เคยเข้าวัดทำบุญก็หันไปทำบุญที่วัดป่าเส้า (ชาวบ้านเรียกวัดใน) กันเป็นจำนวนมาก หลัง ปี พ.ศ.2520 เป็นต้นมา ถนนสายซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่ - ลำปาง ถูกสร้างขึ้นมาตัดผ่านถนนเชื่อมระหว่างหมู่บ้านแม่ร่องน้อยกับวัดป่าเส้า เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางผ่านไปได้โดยสะดวกเหมือนก่อนมาผู้ใหญ่บ้านผู้เฒ่า ผู้แก่และศรัทธาประชาชนหมู่บ้านแม่ร่องน้อยทั้งหมดจึงมองเห็นความสำคัญและ ความจำเป็นที่จะได้ร่วมมือกันพัฒนาที่วัดร้างประจำหมู่บ้าน ให้มีสภาพที่ดีมั่นคงแข็งแรงเหมาะที่จะเป็นสถานที่บำเพ็ญบุญของศรัทธาชาว บ้าน จึงได้พร้อมใจกัน สร้างศาลาบำเพ็ญบุญ 1 หลังในระยะ 4 ปีต่อมาได้ร่วมมือกันสร้างกำแพงล้อมรอบบริเวณวัดกุฏิสงฆ์ด้วยวัสดุที่แข็ง แรงทนทานและอื่นๆ ที่เห็นสมควรจนปัจจุบันนี้วัดแม่ร่องน้อยได้มีสิ่งปลูกสร้างที่ถาวรและอำนวย ประโยชน์ให้กับทางวัดและศรัทธาญาติโยมหลายประการและได้มีเจ้าอาวาสพระลูกวัด สามเณรศิษย์วัด อยู่ประจำพรรษาดูแลรักษามั่นคงสืบมา

 

วัดชัยสถาน
ประวัติวัดชัยสถาน วัดชัยสถาน ตั้งอยู่เลขที่ 6 หมู่ 10 บ้านชัยสถาน (ยางไก่เกิ้ง) ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน สังกัดมหานิกาย เดิมทีสถานที่ตั้งของวัดปัจจุบันนี้เป็นวัดร้างมาก่อน ซึ่งมีซากปรักหักพังของพระธาตุเจดีย์และซากพระวิหารหลงเหลืออยู่เท่านั้น ต่อมาปีพุทธศักราช 2300 ได้มี พ่อท้าวชัยยะสัญฐาน ได้เป็นหัวหน้าชักชวนชาวบ้านริเริ่มดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้น โดยมีเนื้อที่ทั้งหมด 4 ไร่ 2 งาน 56 ตารางวา การบูรณะสร้างวัดขึ้นในส่วนนี้เกิดจากจิตใจที่เลื่อมใสศรัทธาปสาทะแรงกล้า เพื่อเป็นสถานที่ประพฤติปฎิบัติธรรม และประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาของคณะศรัทธาวัดชัยสถานและพุทธศาสนิกชนโดย ทั่วไป ครั้งแรกได้ตั้งชื่อว่า "วัดก่ายเกิ้ง" ตามชื่อเดิมของวัด ซึ่ง ประวัติความเป็นมาของคำว่า "ยางก่ายเกิ้ง" ในอดีตการเดินทางสัญจรไปมาระหว่างศรัทธาประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำปิงที่อยู่ บริเวณหน้าวัดได้มีต้นไม้ยางใหญ่ล้มพาดผ่านพิงกันข้ามแม่น้ำปิง จึงเป็นเหตุให้ศรัทธาประชาชนสองฝั่งแม่น้ำได้ใช้เป็นสะพานเชื่อมเดินข้าม ไป-มาระหว่างสองฝากแม่น้ำ ดังนั้นคำว่า "พาดผ่านพิงกัน"จึงตรงกับคำพื้นเมืองว่า "ก่ายเกิ้ง" จึงเป็นที่มาของคำว่า"ยางก่ายเกิ้ง" ส่วนคำว่า "หนองแล้ง" นั้นจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ และตำนานพระเจ้าเลียบโลกได้กล่าวไว้เมื่อครั้งพุทธกาลเมื่อพระพุทธเจ้าได้ เสด็จมาโดยฌาณอิทธฤทธิ์ปาฏิหารย์เพื่อมาโปรดสัตว์ในดินแดนแถบนี้ให้ได้ รู้จักพระพุทธศาสนา ทรงโปรดบิณฑบาต ณ ปัจจุบันนี้เรียกว่า "ดอยห้างบาตร" หลังจากบิณฑบาตเสร็จแล้วได้เสด็จขึ้นไปเพื่อฉันภัตตาหาร ณที่ "ยอดดอยขะม้อ" เมื่อพระพุทธองค์ฉันเสร็จแล้วไม่มีน้ำดื่ม จึงรับสั่งขอน้ำฉันจากพระอานนท์ พระอานนท์จึงเล็งดูรอบๆดอยได้เห็นลำห้วยจึงลงไปเพื่อตักที่จะได้ตักน้ำพอลง ไปลำห้วยน้ำก็ตีบเล็กลงปัจจบันนี้ ได้เรียกว่า "น้ำแม่ตีบ" แล้วพระอานนท์ได้เห็นแม่น้ำแห่งหนึ่งทางทิศใต้ แต่มีขบวนเกวียนจำนวนมากที่เพิ่งข้ามแม่น้ำไปจึงทำให้แม่น้ำขุ่นไม่สามารถ ตักแม่น้ำไปดื่มได้จึงคอยท่าอยู่นานต่อมาจึงเรียกแม่น้ำสายนี้ในเวลาต่อมา ว่า "แม่น้ำท่า" และต่อมาได้เพี้ยนเป็น "แม่น้ำทา" พระอานนท์จึงเสาะหาแหล่งน้ำที่อื่น มองเห็นหนองน้ำแห่งหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกแต่ปรากฎน้ำในหนองเกิดแห้งแล้งลง ไปอีก สถานที่แห่งนี้จึงได้ชื่อว่า "หนองแล้ง" โดยมีพื้นที่ติดกับ บ้านต้นผึ้ง หมู่ที่ 1แต่มาปัจจุบันผู้คนเรียกว่า "โต้งหนอง" จนพระอานนท์ต้องกราบทูลแก่พระพุทธองค์ พระพุทธองค์จึงทรงอธิษฐานบารมีใช้นิ้วมือกดลงกลางแผ่นหินบนภูขาจนเกิดเป็น บ่อน้ำพุ่งขึ้นมา พระพุทธองค์จึงได้ใช้บ่อน้ำนั้นดื่มฉัน แล้วพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสทำนายกับพระอานนท์ว่า "ต่อไปในภายภาคหน้าจะมีผู้คนใช้น้ำจากบ่อนี้ไปสรงพระบรมธาตุเจดีย์ของตถาคต ที่จะอุบัติขึ้นกลางเมืองหริภุญชัยนี้ให้ผู้คนได้กราบไหว้สักการะบูชา รุ่งเรืองสืบไป"กระทั่งต่อมาปี พ.ศ. ต่อมาปี พ.ศ.2472 ท่านเจ้าคุณพระญาณมงคลอดีตเจ้าคณะจังหวัดลำพูนในสมัยนั้น ได้เปลี่ยนชื่อจาก "วัดยางก่ายเกิ้ง" มาเป็น "วัดชัยสถาน"พร้อมกันนั้นก็ได้เปลี่ยนจากชื่อของหมู่บ้านตามชื่อวัดด้วย เพื่อเป็นเกียรติและรำลึกถึงผู้ริเริ่มบูรณะสร้างวัดคือ พ่อท้าวชัยยะสัณฐาน สิ่งที่คงเหลือไว้ให้เห็นเป็นอนุสรณ์ในปัจจุบันนี้ คือ "ต้นไม้ยาง" ซึ่งเป็นต้นไม้คู่บ้านคู่เมืองบ้านชัยสถานที่คงอยู่

 

วัดป่าเส้า
ประวัติวัด จาก คำบอกเล่าของท่านพระครูสถิตวรญาณ เจ้าอาวาสวัดป่าเส้าท่านได้บอกว่าแต่ก่อนบริเวณวัดเป็นป่าไม้เส้าจำนวนมาก และในเวลาต่อมาก็ได้เริ่มมีพระธุดงค์มาจำศีลอยู่และพระท่านก็ได้มีความคิด เริ่มสร้างวัดและมีชาวบ้านเริ่มช่วยกันสร้างวัดและพัฒนาวัดป่าเส้ามาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

 

วัดเชตวันหนองหมู
วัดเชตวันหนองหมู ได้ทำการก่อสร้างมานานประมาณ 100 ปี ตามที่ชาวบ้านเขาเรียกกันว่า บ้านหนองหมู เพราะสมัยก่อนบริเวณที่ยังไม่ได้สร้างวัดนั้นเป็นป่าทึบไปหมด และตรงที่ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ผ่านปัจจุบันนี้ เป็นหนองใหญ่ ใน ปี พ.ศ.2440 ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ภายในหมู่บ้านแห่งนี้ ตามปกติมักจะมีสุกร(หมูป่า) มาแสวงหาอาหารบริเวณดังกล่าวเป็นประจำ ชาวบ้านเขาจึงเรียกหมู่บ้านแห่งนี้ว่า หนองหมู ต่อมาก็มีชาวบ้าน เข้าไปจับจองเป็นเจ้าของที่ดินบริเวณดังกล่าวเพื่อทำไร่ ทำสวน บ้างก็ย้ายครอบครัวไปตั้งบริเวณใกล้ๆ กับหนองหมู เขาเรียกหมู่บ้านแห่งนั้นว่า บ้านไร่ ซึ่งติดอยู่กับบริเวณวัดปัจจุบันด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งแรกหมู่บ้านแห่งนี้มีประมาณ 30-40 ครอบครัว จะไปทำบุญตักบาตรที่วัดที่เคยไปก็เป็นการลำบากมาก ดังนั้นชาวบ้านได้พร้อมใจกันแผ้วถางป่าบริเวณวัดร้าง(ที่วัดปัจจุบัน) เพื่อทำการสร้างวัด โดยมีท่านภิกษุคำแสน สิริธรรม อายุ 28 พรรษา อยู่ที่วัดป่าเส้า เป็นผู้ที่ให้คำแนะนำแก่ชาวบ้านเกี่ยวกับการก่อสร้างวัดแห่งนี้ ต่อมาชาวบ้านได้เก็บก้อนอิฐภายในบริเวณวัดร้างดังกล่าวมีอักษรไทยล้านนาว่า วัดเชตวัน ท่านพระภิกษุคำแสน ก็เลยตั้งชื่อวัดเชตวันมาตราบเท่าทุกวันนี้ จากนั้นพระภิกษุคำแสน ก็นำชาวบ้านพัฒนาก่อสร้าง กุฎิ วิหาร อุโบสถ และคำลาอีก อย่างหนึ่ง พระภิกษุคำแสนก็เปิดสำนักรับสอนกัมมัฎฐานทั้งสมถภัมมัฏฐาน และวิปัสสนา กัมมัฏฐานได้มีนักปฏิบัติทั่วสารทิศไปน้อมถวายตัวเป็นศิษย์ นับเป็นจำนวนไม่น้อยเลย โดยอาศัยที่ว่าท่านเป็นนักปฏิบัติและพัฒนาจึงเป็นที่นับถือยำเกรงของคนระแวก นั้น เท่านั้นยังไม่พอ ท่านก็อุทิศใจ - กาย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยเปิดสอนอักษรพื้นเมือง(ไทยล้านนา) ขึ้นเพื่อสอนแก่ผู้ที่ใคร่ในการศึกษาทั่วไป จากนั้นท่านก็สร้างเขาวงกฎขึ้นอีกแห่งหนึ่ง มีเนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ ปัจจุบันนี้เป็นสถานที่ตั้งโรงเรียนมัธยมต้นสายสามัญ (โรงเรียนอุโมงค์วิทยาคม) และท่านก็สร้างรอยพระพุทธบาทขึ้นอีกโดยทำเป็นลักษณะคล้ายๆมณฑป มีพระพุทธไสยาสน์ยาว 5 เมตร มีรูปจิตรกรรมต่างๆ อย่างวิจิตรพิสดาร วาระสุดท้ายของการก่อสร้างของท่านก็คือ พระพุทธไสยาสน์ในคูหายาว 6 เมตร ตั้งอยู่ในบริเวณวัด ต่อจากนั้นไม่นานท่านก็มรณภาพลง ต่อจากนั้นตำแหน่งผู้นำคือเจ้าอาวาสก็คลอนแคลนไม่แน่นอน มีพระภิกษุรักษาการแทนเจ้าอาวาสหลายรูป เช่น พระภิกษุคำด้วง พระภิกษุบุญมา พระภิกษุคำอ้าย พระภิกษุคำหมื่น และพระภิกษุบุญทา แต่นั้นมาก็ว่างลง 2 ปี ญาติโยมก็ไปนิมนต์พระอินตา อินทปญโญ สำนักวัดป่าเส้าในปี 2506 ต่อมาปี 2508 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส ในปี 2509 ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบล ปี 2512 แต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ปี 2517 แต่งตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตร ด้านการก่อสร้างปี 2507 สร้างโรงเรียน ปริยัติธรรม ปี พ.ศ. 2508 นำไฟฟ้าเข้าสู่หมู่บ้านปี 2512 สร้างแท้งค์น้ำ ปี2514 สร้างกำแพง ปี2515 สร้างหอไตรและกุฎิ ปี 2518 สร้างศาลาการเปรียญ ปี 2522 สร้างศาลาการเปรียญปี 2527 ได้รับการแต่งตั้งจากกรรมการศาสนาให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ปี 2528 สร้างวิหาร ปี 2532 และสร้างมณฑปพระพุทธบาท มีญาติโยมอุปถัมภ์วัดทั้งหมดประมาณ 400 ครอบครัว

 

วัดป่าลาน
ประวัติความเป็นมา ของวัดสุวรรณาราม (ป่าลาน )ตั้งอยู่เลขที่ 124 บ้านป่าลาน หมู่ 6 ถนนสายป่าเห็ว - ริมปิง ต.อุโมงค์ อ.เมือง จ.ลำพูน วัดสุรรณาราม สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างเมื่อ ปีพุทธศักราช 2453 โดยมีครูบาแสน และพ่อกำนันสุวรรณ ขันธมาสได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2515 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 15 เมตร ยาว 300 เมตร ปัจจุบันมี พระอธิการสุทธกานต์ สุทฺธปญฺโญ เป็นเจ้าอาวาส ปัจจุบันวัดสุวรรณาราม

 

วัดป่าเห็ว
วัดป่าเห็วไม่ปรากฏ หลักฐานว่าสร้างมาแต่สมัยใด เป็นวัดร้างมาแต่ก่อน แต่ทราบว่าเริ่มบูรณะปฏิสังขรณ์ ซากพระเจดีย์โบราณเมื่อ พ.ศ. 2375 และได้รับพระราชทานวิสูงคามสึมา เมื่อพ.ศ. 2456 ในป่าเห็วในอดีตเรียกว่าวัดป่าเหียวหลวงหัวเวียงเมืองหละปูน ตั้งชื่อตามหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ ( เติมคำว่าป่าเหียวหลวง ) จนกร่อนเสียงเป็นป่าเห็ว เช่นปัจจุบันที่มีชื่อเช่นนั้นเพราะมีต้นเหียวหรือต้นตะเคียนหนูมากมาย ตั้งอยู่บนสองฝั่งน้ำปิงห่าง ในอดีตกาลอันยาวนานประมาณ 1500 ปี แม่น้ำปิงห่างไหลผ่านออกมาทางหน้าวัด ต่อมาก็เปลี่ยนทิศทางเดินดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แม่น้ำปิงห่างสายนี้จึงร้างหรือห่างตามภาษาท้องถิ่น ชาวภาษาล้านนาไทยจึงเรียกแม่น้ำสายนี้ว่าแม่น้ำปิงห่างหรือน้ำปิงห่าง

 

วัดฮ่องกอก
ประวัติ มัง กละวุทธิ สิริสุภะนะมะจะตุจุละศักราชได้ ๑๒๘๐ ตั๋วปี๋เปิดสี เดือน ๖ เหนือ ขึ้น ๕ ค่ำเม็ง วันอาทิตย์ ตัยยะเปิกสีตรงกับวันที่ ๒๒ มีนาคม พระพุทธศักราช ๒๔๗๑ คริสตศักราช ๑๘๒๘ ปะทะมะมูลศรัทธาหมายมี อุปะสิก๋า มีนามว่า แม่บัวเตษ บ้านเมืองหละปูน เป็นเก้าได้ออกคิดริล่ำสร้างยังพระพุทธรูป เจ้าป่าเลไร ขึ้น ๑ องค์ สร้างธัมมหาเวทสันตะละ ๑ กับ สร้างพระวิหารทำมาด สาสะนะสะกะละพันดะ ขึ้นแล้ว และเครื่องเสนาสะนะ ถวายเป็นตานนะวัดเทพาราม โลยะสาสะนะพระโคดมเจ้าตะหราบ ๕ ปันพระวะสาแต้ดีหลี แล้วก็ได้อุปสมบทพระภิกษุใหม่ขึ้น ๑ องค์ ได้บรรพชาเด็กใหม่ขึ้นอีก ๑ องค์ แล้วได้ถวายเครื่องอัถบริขาน แด่พระพุทธเจ้า ๑ สำรับ ถวายพระภิกษุ ๕ต สำรับ ถวายสามเณร ๑๒ สำรับ ด้วยพระกุศลผลบุญอันศรัทธาผู้ข้าตังหลาย ได้มาหื้อตานนี้ หื้อได้เป็นจตุปัจจั๋ยก้ำจู ปะถะมะมูลละศรัทธาผู้ข้าตังหลายในภาวะนี้ ในภาวะหน้าตลอดถึงบิดา มารดา มีนามว่า ตัยยะสุระแม่คำป้อ และคณาญาติมิตรสหาย ผู้ล่วงลับไปแล้วก็ดีขอจุงหื้อมูลศรัทธาผู้ข้าตังหลาย ปันได้ลอด ได้เถิงยังเวียงแก้วยอดพระมหานิปายเจ้าจี่บเต๊อะ อิมินาถุสะละบุญยากั๋มเมนะภวาภะเวนะนิมิตั๋ง สาปะระมีโลปุเลต้าว ปะสิมมาพาเวอะละหันตะมหาอคิตะ สาวามินิปานะสัมปะติสุขัง นิปานัง นิจั๋งทุกขังทุวังทุวัง แม่บัวเตษในเมืองหละปูน ปีมะโรงสังฤทธิ์ ศก ๒๔/๑๒/๒๔๗๑

 

วัดศรีดอนทอง
วัด ศรีดอนทอง ตำบลอุโมงค์ อ.เมือง จ.ลำพูน ตั้งอยู่หมู่ที่3 บ้านสันกับตอง ต.อุโมงค์ อ.เมือง จ.ลำพูนสร้างเมื่อ 2400 สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 36 ตารางวา ซึ่งมีประวัติการก่อสร้างในปีพุทธศักราช 2330 เดิมเป็นวัดร้างโดยชาวบ้านได้เข้ามาร่วมกันแผ้ว ถางพื้นที่ทำการเพาะปลูกต่อมาได้ร่วมกันสร้างเป็นวัดขึ้นโดยมี พระครูบาญาณรังสีภิกขุ กับพระครูบาใจ๋เป็นผู้นำตั้งชื่อวัด "วัดสันกับตอง" เมื่อพระครูบาญาณรังสีภิกขุได้มรณภาพลงพระครูบาใจ๋ได้เปลี่ยนชื่อวัดใหม่ เป็น "วัดศรีดอนทอง"หรือวัดสะหรีดอนตองในปัจจุบันตามประวัติอันยาวนานพอสมควรร่วม 200 กว่าปี ทางวัดได้ร่วมกับคณะศรัทธาร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์ในการก่อสร้าง บูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุเสนาสนะของวัดเรื่อยมาไม่ได้ขาดซึ่งปัจจุบันนี้ กำลังดำเนินการก่อสร้าง รั้ว-กำแพง ของวัดอยู่ซึ่งยังขาดทุนทรัพย์อีกยังเป็นเงินจำนวนมาก

 

วัดกอม่วง
วัด กอม่วง ตั้งอยู่เลขที่ 157 หมู่ที่ 5 ต.อุโมงค์ อ.เมือง จ.ลำพูน เป็นวัดที่บรรดาพุทธศาสนิกชน สร้างขึ้นมาเป็นเวลานานประมาณ 100 กว่าปี โดยสร้างในปี พ.ศ. 2355 วัดแห่งนี้เป็นวัดร้างมาก่อน มีหลักฐานหลายอย่าง เช่น ซากอิฐเก่าแก่ด้านหลังวัด เป็นต้น วัดนี้มีเนื้อที่ทั้งหมดตามแบบสำรวจศาสนสมบัติ กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการเมื่อ พ.ศ. 2523 รับรองโดยพระครูดวงแก้ว มณิวณฺโณ เจ้าอาวาสสมัยนั้น มีเนื้อที่ 11 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา ส่วนถาวรวัตถุสิ่งปลูกสร้างต่างๆ คือ พระธาตุเจดีย์เก่าแก่ (ศิลปะพม่า) , วิหาร , ศาลาการเปรียญ , หอฉัน , อุโบสถสร้างใหม่ ฯลฯ วัดกอม่วงตั้งแต่อดีตได้รับการดูแลเอาใจใส่พัฒนามาเป็นลำดับจนถึงปัจจุบัน มีศรัทธาบำรุงวัดประมาณ 205 หลังคาเรือน และมีเจ้าอาวาสดูแลปกครองตามลำดับดังนี้ลำดับเจ้าอาวาสตั้งแต่ก่อตั้งวัดมา ไม่ปรากฏหลักฐานชื่อเจ้าอาวาสจนกระทั่ง พ.ศ. 2470 - 2525 พระครูดวงแก้ว มณิวณฺโณ (เจ้าอาวาส) พ.ศ. 2525 - 2530 พระสุคำ สิริมงฺโล (เจ้าอาวาส) พ.ศ. 2530 - 2535 พระจรูญ สนฺตจิตฺโต (เจ้าอาวาส) พ.ศ. 2535 - 2536 พระสุริชัน ฉนฺทสฺทฺโธ (เจ้าอาวาส) พ.ศ. 2537 - 2546 พระมหาสุนทร ติ กฺขปฺญโญ (เจ้าอาวาส) พ.ศ. 2540 - ปัจจุบัน พระมหาทอง กิตฺติรตฺนสมฺปนฺโน (เจ้าอาวาส)หมายเหตุ ที่ ได้ชื่อว่า กอม่วง เพราะหน้าวัดเคยมีต้นมะม่วงขนาดใหญ่บริเวณหน้าวัด ชาวบ้านเรียกว่า " มะม่วงขี้ย้า " ด้วยสาเหตุดังกล่าวจึงได้ตั้งชื่อว่า " วัดกอม่วงและบ้านกอม่วง " มีแม่น้ำปิงห่างไหลผ่านหน้าวัด

 

วัดอุโมงค์
วัดอุโมงค์ ตั้งอยู่เลขที่ 142 หมู่ 1 บ้านอุโมงค์ ตำบล อุโมงค์ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน สร้างเมื่อ พ.ศ. 2285 สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สถานที่ตั้งของวัดอุโมงค์ เดิมเป็นวัดร้างมาก่อน ต่อมาในปี พ.ศ. 2285 ได้มีพระภิกษุรูปหนึ่ง ท่านมีชื่อว่า ครูบาอุปาละ ได้ชักชวนชาวบ้านให้ช่วยกันสร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาเป็นวัดอีกครั้ง เดิมเป็นวัดที่ตั้ง อยู่กลางทุ่งหนองป่าแพ่ง เป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมทุกปี ต่อมาในสมัยท่านครูบาปินตา เป็นเจ้าอาวาส ได้ปรึกษากับชาวบ้าน และมีความเห็นให้ย้ายวัด จึงได้ย้ายมาสร้าง ณ ที่ปัจจุบันนี้ ในอดีต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ขณะที่พระองค์ท่าน ยังทรงดำรงพระยศเป็น มงกุฎราชกุมาร พระองค์ท่านเสด็จทรงช้างพร้อมด้วยข้าราชบริพารผ่านมาถึงหน้าวัดเมื่อเดือน มกราคม พ.ศ. 2439 ตรงกับ ร.ศ. 124 ข้าราชการที่ตามมาเสด็จและประชาชนบ้านอุโมงค์ที่มาเฝ้าเสด็จ ได้ร่วมกันสร้างพลับพลาที่ประทับใต้ต้นมะขาม ต้นมะข้ามต้นนั้น เดี๋ยวนี้ก็ยังมีปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้าวัด และเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2532 พณฯ ท่าน มล. ปิ่น มาลากุล อดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ และคณะฯ ได้มาสำรวจสอบถามประวัติความเป็นมาของวัด ซึ่งครั้งหนึ่งองค์พระประมุขของชาติไทย ได้เคยเสด็จมาถึงวัดอุโมงค์แห่งนี้แสดงให้เห็นว่า วัดอุโมงค์เป็นวัดเก่าแก่ เป็นโบราณสถานแห่งหนึ่งของจังหวัดลำพูน